You're Here : Home บทความ
บทความ
หลักการเลือกชั้นวางสินค้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   

             ชั้นวางสินค้า มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทของชั้นวางสินค้า ก็มีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไป และด้วยลักษณะที่แตกต่างนั้น จึงเป็นที่มาของการเลือกใช้ชั้นวางสินค้าให้เหมาะสมกับสินค้าและปัจจัยต่างๆ การวางผังติดตั้งชั้นวางสินค้าในห้างฯ ร้าน โกดัง-คลังสินค้า เพื่อจะได้ใช้ต้นทุนที่ต่ำสุดแต่ทำให้เกิดประสิทธิผลในการจัดเก็บสินค้าได้มากที่สุด

buy_shelf

1. ประเภทของสินค้าที่จะจัดเก็บ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการกำหนดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จะเลือกมาใช้ในการจัดเก็บสินค้า เช่น ขนาด ชนิดและน้ำหนักของสินค้า เป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ชั้นวางประเภทใด สินค้าที่จะต้องเข้าก่อน-ออกก่อน สินค้าที่จัดโปรโมชั่น เป็นสินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าหลากหลายชนิด ต้องการเลือกเบิกจ่ายตลอดเวลาหรือไม่ ปริมาณสินค้ามีมากน้อยแค่ไหน ควรต้องคำนึงถึงรูปแบบการวางสินค้าตั้งแต่สินค้าชิ้นเล็กๆไปจนถึงสต็อกสินค้า
2. ชนิดของแผ่นพาเลท ขนาดของแผ่นพาเลทจะต้องเลือกให้เหมาะสม สามารถรับน้ำหนักสูงสุดของสินค้าที่จะวางบนบีมได้ แรคจะเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องใช้พาเลทขนาดเท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวกำหนดรถยกที่จะใช้ว่าต้องรับน้ำหนักกี่กิโลกัรม ยกได้สูงเท่าไหร่
3. พื้นที่ของห้างฯ ร้าน โกดัง-คลังสินค้า ลักษณะพื้นที่ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกชั้นวางสินค้า ไม่ว่าจะเป็นทางเข้า-ออก ขนาดประตู ความสูงของเพดาน ขนาดความกว้างความยาว ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดที่การติดตั้งชั้นวางจะต้องอยู่ในขอบเขตของพื้นที่ดังกล่าว
4. ชนิดของรถยก รถยกที่จะใช้ในร้านค้าส่งหรือคลังสินค้า จะต้องมีความสามารถในการยกน้ำหนักเพียงพอกับน้ำหนักสูงสุดของสินค้าบนพาเลท ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถยกสูงได้ถึงชั้นวางสูงสุดที่จะติดตั้ง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่ต้องระวังก็คือ ต้องคำนึงถึงขนาดของตัวรถว่าสามารถกลับตัวเพื่อหันหน้าเข้า ชั้นวาง ในขณะยกสินค้าขึ้นเก็บหรือเบิกจ่ายได้หรือไม่ นั่นคือการติดตั้งชั้นวางจะต้องจัดให้มีระยะความกว้างของทางวิ่งระหว่างชั้น เพียงพอกับรถยกดังกล่าวด้วย
5. ระบบการหมุนเวียนของสินค้า หากสินค้ามีจำนวนมากและหมุนเวียนเร็ว หมายความว่าต้องมีการนำเข้าและเบิกจ่ายถี่มาก รถยกต้องมีขีดความสามารถในการทำงานหนักได้ตลอดเวลา หรือต้องใช้ชั้นวางที่มีลักษณะกึ่งอัตโนมัติ หรืออัตโนมัติ ที่ควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชนิดสินค้าต้องหมุนเวียนแบบ FIFO หรือ LIFO ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการเลือกชั้นวางต่างกัน เช่น LIFO อาจเลือกแบบ Drive-in หรือ Push Back แต่ถ้าต้องการแบบ FIFO อาจเลือกแบบ Selective หรือ Flow เป็นต้น

1. ประเภทของสินค้าที่จะจัดเก็บ

           เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการกำหนดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จะเลือกมาใช้ในการจัดเก็บสินค้า เช่น ขนาด ชนิดและน้ำหนักของสินค้า เป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ชั้นวางประเภทใด สินค้าที่จะต้องเข้าก่อน-ออกก่อน สินค้าที่จัดโปรโมชั่น เป็นสินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าหลากหลายชนิด ต้องการเลือกเบิกจ่ายตลอดเวลาหรือไม่ ปริมาณสินค้ามีมากน้อยแค่ไหน ควรต้องคำนึงถึงรูปแบบการวางสินค้าตั้งแต่สินค้าชิ้นเล็กๆไปจนถึงสต็อกสินค้า

2. ชนิดของแผ่นพาเลท

          ขนาดของแผ่นพาเลทจะต้องเลือกให้เหมาะสม สามารถรับน้ำหนักสูงสุดของสินค้าที่จะวางบนบีมได้ แรคจะเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องใช้พาเลทขนาดเท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวกำหนดรถยกที่จะใช้ว่าต้องรับน้ำหนักกี่กิโลกัรม ยกได้สูงเท่าไหร่

3. พื้นที่ของห้างฯ ร้าน โกดัง-คลังสินค้า

         ลักษณะพื้นที่ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกชั้นวางสินค้า ไม่ว่าจะเป็นทางเข้า-ออก ขนาดประตู ความสูงของเพดาน ขนาดความกว้างความยาว ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดที่การติดตั้งชั้นวางจะต้องอยู่ในขอบเขตของพื้นที่ดังกล่าว

4. ชนิดของรถยก

          รถยกที่จะใช้ในร้านค้าส่งหรือคลังสินค้า จะต้องมีความสามารถในการยกน้ำหนักเพียงพอกับน้ำหนักสูงสุดของสินค้าบนพาเลท ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถยกสูงได้ถึงชั้นวางสูงสุดที่จะติดตั้ง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่ต้องระวังก็คือ ต้องคำนึงถึงขนาดของตัวรถว่าสามารถกลับตัวเพื่อหันหน้าเข้า ชั้นวาง ในขณะยกสินค้าขึ้นเก็บหรือเบิกจ่ายได้หรือไม่ นั่นคือการติดตั้งชั้นวางจะต้องจัดให้มีระยะความกว้างของทางวิ่งระหว่างชั้น เพียงพอกับรถยกดังกล่าวด้วย

5. ระบบการหมุนเวียนของสินค้า

         หากสินค้ามีจำนวนมากและหมุนเวียนเร็ว หมายความว่าต้องมีการนำเข้าและเบิกจ่ายถี่มาก รถยกต้องมีขีดความสามารถในการทำงานหนักได้ตลอดเวลา หรือต้องใช้ชั้นวางที่มีลักษณะกึ่งอัตโนมัติ หรืออัตโนมัติ ที่ควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชนิดสินค้าต้องหมุนเวียนแบบ FIFO หรือ LIFO ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการเลือกชั้นวางต่างกัน เช่น LIFO อาจเลือกแบบ Drive-in หรือ Push Back แต่ถ้าต้องการแบบ FIFO อาจเลือกแบบ Selective หรือ Flow เป็นต้น

 

 
วิธีการพูดเพื่อเพิ่มยอดขายสำหรับร้านค้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   

           เมื่อท่านมีอาชีพขายสินค้า การพูดคุย ทักทายกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคำพูดของคุณเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเลยก็ว่าได้ คำพูดของคุณทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจนอกจากจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณแล้ว คำพูดนั้นยังสามารถซื้อใจลูกค้าให้มาอุดหนุนร้านเราในระยะยาวอีกด้วย

speak_sell

1. พูดกล่าวคำว่า "สวัสดี"

             วิธีพูด ง่ายๆแต่ได้ผล คำทักทายง่าย ๆ อย่าง สวัสดี เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะเมื่อลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน แล้วคุณกล่าวคำว่า สวัสดี นั้นจะช่วยลดอาการเกร็งในการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง คำว่า สวัสดี สามารถใช้ได้กับคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นลูกค้าประจำ หรือลูกค้าใหม่

2. พูดยกตัวอย่างความประทับใจของลูกค้าเดิม

           ในการเลือกซื้อสินค้าบางครั้งลูกค้าก็เกิดอาการลังเล หรืออาจกังวลในการตัดสินใจที่จะซื้อ เมื่อเจอกับปัญหานี้ให้พ่อค้าแม่ขายลองพูดยกตัวอย่างความประทับใจของลูกค้าเดิมที่เคยซื้อสินค้าของเราแล้วเกิดความชอบ ตัวอย่างเช่น “เสื้อตัวนี้ขายดีจริง ๆ นะคะ ลูกค้าใส่แล้วชอบ เกิดติดใจกลับมาซื้อเพิ่มหลายคนแล้ว เพราะเสื้อตัวนี้ซักแล้วไม่ยืด สีไม่ตก แถมใส่แล้วดูไม่อ้วนอีกด้วยค่ะ”

3. พูดเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านด้วย

           การพูดเพื่อสร้างยอดขายข้อนี้ เป็นวิธีการพูดเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านด้วย เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อของชิ้นแรกไปแล้ว และเกิดอาการลังเลว่าอยากได้ของอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก แนะนำให้พ่อค้าแม่ขายเพิ่มกดยุทธ์ในการพูดจูงใจบวกกับการให้ส่วนลด ตัวอย่างเช่น “กางเกงที่ซื้อไปเมื่อกี้เหมาะกับเสื้อตัวนี้นะ ถ้าซื้อเสื้ออีกตัวเดี๋ยวคิดราคาพิเศษให้เลยครับ”

4. พูด…ถึงความทันสมัยของสินค้า “สินค้าใหม่เพิ่งเข้ามาวันนี้เลยนะคะ” “ตัวนี้กำลังฮิตเลยนะ เหมือนกับที่นางเอกเรื่อง…..ใส่ในละครเลยค่ะ” “คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดเลยนะครับ ตัวที่ลูกค้าถืออยู่” ประโยคสุดฮิตที่ได้ยินบ่อยจากพ่อค้าแม่ขายใช้ในการกระตุ้นความอยากของลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ประโยคเหล่านี้สร้างยอดขายให้ร้านค้าได้เป็นจำนวนมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชอบสินค้าที่มีความทันสมัย

4. พูดถึงความทันสมัยของสินค้า

          “สินค้าใหม่เพิ่งเข้ามาวันนี้เลยนะคะ” “ตัวนี้กำลังฮิตเลยนะ” “คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดเลยนะครับ ตัวที่ลูกค้าถืออยู่” ประโยคสุดฮิตที่ได้ยินบ่อยจากพ่อค้าแม่ขายใช้ในการกระตุ้นความอยากของลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ประโยคเหล่านี้สร้างยอดขายให้ร้านค้าได้เป็นจำนวนมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชอบสินค้าที่มีความทันสมัย

5. พูดกล่าวคำ "ขอบคุณ" 

          เมื่อปิดการขายได้แล้วให้พ่อค้าแม่ขายจบด้วยประโยคสุดคลาสิคที่สร้างความประทับใจได้มากมายทีเดียวด้วยคำว่า “ขอบคุณครับ” , “ขอบคุณค่ะ” การบริการที่ประทับใจพร้อมคำขอบคุณจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ และเกิดความรู้สึกที่อยากจะกลับมาซื้อซ้ำ นี่เป็นอีกหนึ่ง วิธีพูด เพื่อสร้างยอดขายในระยะยาวนั่นเอง

 

 
เทคนิคการตั้งชื่อร้านค้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   

         สำหรับการที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจไม่ว่าจะ ค้าขาย เปิดร้าน สิ่งหนึ่งที่สำคัญ และไม่ควรมองข้ามไปก็คือ "การตั้งชื่อร้าน"  เพราะการตั้งชื่อเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่คุณกำลังดำเนินอยู่นั้นสัมฤทธิ์ผล ข้อดีของ ชื่อร้าน คือจะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำ แล้วทราบได้ทันทีว่าธุรกิจของคุณขายอะไร

shop_is

เพราะการตั้งชื่อเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่คุณกำลังดำเนินอยู่นั้นสัมฤทธิ์ผล ข้อดีของ ชื่อร้าน คือจะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำ แล้วทราบได้ทันทีว่าธุรกิจของคุณขายอะไรเพราะการตั้งชื่อเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่คุณกำลังดำเนินอยู่นั้นสัมฤทธิ์ผล ข้อดีของ ชื่อร้าน คือจะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำ แล้วทราบได้ทันทีว่าธุรกิจของคุณขายอะไร

1. ตั้งชื่อให้มีความหมายดี

            สิ่งแรกที่คุณต้องนึกถึงเมื่อคิดที่จะตั้งชื่อร้านคือ หาชื่อที่มีความหมายที่ดีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ร้าน ไม่เป็นชื่อที่คำแผลง คำผวน ไม่ใช้คำที่เป็นภาษากำกวม ชื่อที่ดีนั้นมีผลต่อร้านของคุณเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการแสดงจุดยืน ภาพลักษณ์ของร้าน ลูกค้าหลายคนอาจถูกใจความหมายดี ๆ ของชื่อร้านจนนำมาสู่การเลือกซื้อสินค้าและตัดสินใจซื้อในที่สุด

2. สะกดง่าย ออกเสียงไม่ยาก

            เมื่อเราได้ชื่อที่ความหมายดี ๆ ตามที่เราต้องการแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรนึกถึงคือ ชื่อนั้นเขียนอย่างไร สะกดยากเกินไปหรือเปล่า แล้วการออกเสียงจะเป็นอุปสรรคต่อลูกค้าหรือไม่ ดังนั้นชื่อร้านที่คุณตั้งควรเป็นชื่อที่สะกดและออกเสียงเรียกได้ไม่ยาก เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำได้รวดเร็วและไม่ลืมง่าย ๆ

3. ชื่อไม่ยาวเกินไป และหลีกเลี่ยงชื่อย่อ

         หลากคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมควรหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อย่อ ในเมื่อบริษัท กิจการ ห้างร้านใหญ่ ๆ ก็ใช้ชื่อย่อกันเต็มไปหมด การใช้ชื่อย่อนั้นอาจทำให้ง่ายต่อการโฆษณา และการสื่อสารที่ง่ายขึ้นก็จริง แต่ในบริษัทเล็ก ๆ หรือขนาดกลางนั้น การใช้ชื่อย่อจะทำให้ลูกค้าที่ไม่ทราบว่าคุณทำธุรกิจด้านใด เกี่ยวกับอะไร

4. โดดเด่น สะดุดตา ตรงกับภาพลักษณ์

         ชื่อร้านของคุณจะต้องมีความโดดเด่น สะดุดตา เพื่อให้ลูกข้าจดจำได้ง่าย เพราะคุณก็น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่ามีคู่แข่งจำนวนไม่น้อยที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกับคุณ การทำให้ชื่อร้านโดดเด่น สะดุดตา จะช่วยดึงความสนใจของลูกค้ามาที่ร้านของคุณได้ดีอีกหนึ่งวิธี

 
เทคนิคการจัดร้านขายของในตลาดนัด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   

          พื้นที่สำหรับใช้ในการขายของตลาดนัดนั้นส่วนใหญ่จะมีค่อนข้างจำกัด แต่พ่อค้าแม่ขายมืออาชีพหลายคนก็สามารถรังสรรค์ให้พื้นที่เล็กๆ นี้น่าสนใจจนดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุนกันได้นักต่อนัก เราขอเสนอไอเดีย เทคนิคการจัดร้านขายของในตลาดนัด

shop_nat

1.โชว์สินค้าให้มากที่สุดและโชว์ให้เต็มพื้นที่

         เทคนิคนี้ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรให้ยุ่งยากวุ่นวาย เพียงแค่คุณนำสินค้าที่ต้องการจะขายมาจัดวางให้เต็มพื้นที่หน้าร้านของคุณ โดยทำให้ดึงดูดความสนใจและสะดุดตาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาด้วยจำนวนและความหลากหลายของสินค้าบนแผง ซึ่งรับรองว่าใครที่เดินผ่านไปผ่านมาจะต้องหันมามองอย่างแน่นอน เพราะสายตาของคนเราย่อมสะดุดกับอะไรที่อลังการและตระการตาเสมอ

2. ออกแบบการชั้นวางสินค้าให้น่าสนใจ

       ไอเดียการสร้างสรรค์ชั้นวางสินค้าให้น่าสนใจและเสริมให้ตัวสินค้าที่วางอยู่นั้นน่าหยิบจับก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบางครั้งสินค้าที่คุณขายอาจจะเป็นสินค้าธรรมดาๆ ที่สามารถเห็นได้ทั่วๆ ไป แต่พอสินค้าชิ้นนั้นถูกนำมาวางบนชั้นที่ถูกดีไซน์มาอย่างสวยงาม มันก็อาจจะดูน่าซื้อขึ้นมาทันทีทันใด

3. ตกแต่งร้านค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

        แน่นอนว่าร้านที่ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นย่อมสร้างการจดจำให้กับบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่น้อย ซึ่งการตกแต่งร้านให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีที่สื่อถึงตัวตนของร้าน การนำสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขายมาตกแต่ง หรือการนำยวดยานพาหนะมาแปลงโฉมให้กลายเป็นร้านสำหรับขายของ

4. ใช้แสงสว่างช่วยดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน

         หากร้านของคุณขายในตลาดกลางคืน แสงสว่างจากหลอดไฟย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แม้สินค้าของคุณจะน่าสนใจขนาดไหน แต่ถ้าร้านไม่มีแสงไฟที่เพียงพอแล้วล่ะก็ รับรองว่าร้านของคุณจะดูดับสนิทไปเลย ซึ่งนอกจากแสงไฟธรรมดาๆ ที่ทุกร้านมีเหมือนกันนั้น คุณก็อาจจะเลือกใช้ไฟที่ให้แสงสว่างแตกต่างจากร้านอื่นๆ หรือเพิ่มจำนวนหลอดไฟเข้าไปก็ได้ เพื่อให้ร้านของคุณดูสว่างไสวและผู้คนสามารถมองเห็นตัวร้านได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

 
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับขายของตลาดนัด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
สำหรับการค้าขายนั้น นอกไปจากสินค้าและทำเลในการขายแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ในการขายหรือจัดตั้งร้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าจะต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน
โครงเหล็ก
โครงเหล็กจัดเป็นอุปกรณ์ในการจัดตั้งร้านที่มีความจำเป็นสำหรับการ ขายของตลาดนัด ที่พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยโครงเหล็กจะมีลักษณะเป็นโครงสี่เหลี่ยม มีขนาดให้เลือกตามความเหมาะสมของพื้นที่เช่า เป็นโครงที่สามารถถอดประกอบหรือปรับระดับความสูงต่ำได้ และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ราคาของโครงเหล็กนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของเหล็ก ขนาดของรูปทรง สามารถสั่งซื้อแบบสำเร็จรูปหรือสามารถสั่งทำเป็นพิเศษได้  มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท
เต้นท์ตลาดนัด
สำหรับร้านที่ไม่ได้ใช้โครงเหล็ก เต้นท์ตลาดนัดก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ง่าย สามารถพับเก็บได้ มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 1,500- 3,500 บาทขึ้นอยู่กับขนาด
โต๊ะตลาดนัด โต๊ะตลาดนัดจะมีลักษณะเป็นโครง มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่มีแผงหลัง  แผงหลังคา แบบถอดประกอบ รวมถึงแบบที่สามารถพับเก็บได้  โดยในส่วนของพื้นที่หน้าโต๊ะนั้นพ่อค้าแม่ค้าจะนำตระแกรงเหล็กหรือแคร่ไม้ไผ่มาวางและปูทับด้วยผ้าอีกทีหนึ่ง  ร้านค้าที่ใช้โต๊ะตลาดนัดเป็นอุปกรณ์ในการค้าขายนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นร้านที่ขายสินค้าทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เน้นการแขวนมากนัก ไม่ว่าจะเป็นร้านขายนาฬิกา  เครื่องประดับ เครื่องสำอาง รองเท้า หรือร้านขายข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น โดยราคาของโต๊ะตลาดนัดนั้นจะมีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป
ตะแกรง
ตะแกรงเป็นอุปกรณ์ที่น้ำหนักเบา จัดเก็บและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้ได้ทั้งสำหรับแขวนหรือวางสินค้า มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 80-150 บาทต่อแผ่น ขึ้นอยู่กับขนาด
ราวแขวน
อุปกรณ์จำเป็นสำหรับร้านขายเสื้อผ้าที่ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแต่รูปแบบธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ยังมีราวแขวนรูปแบบวินเทจที่ดูสวยงามด้วย ซึ่งราคาของราวแขวนโดยประมาณจะมีราคาตั้งแต่ 250 ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบ และขนาดของเหล็ก
ร่มตลาดนัด ร้านค้าขายอาหารมักจะใช้ร่มตลาดนัดสำหรับกันแดดกันฝนเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่ได้ใช้รูปแบบการจัดร้านที่ต้องใช้โครงเหล็กหรือเต้นท์ตลาดนัด  ซึ่งร่มตลาดนัดมีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 650-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด
แคร่ไม้ไผ่ขายของ
แคร่ไม่ไผ่มีหน้าที่เดียวกันกับตะแกรงเหล็กที่ใช้สำหรับปูบนโต๊ะขายของ แต่สามารถรับน้ำหนักและมีความมั่นคงกว่า ซึ่งมีราคาโดยประมาณตั้งแต่   200-250 บาทต่อม้วน
ชั้นวางสินค้า
นอกจากจะมีโต๊ะสำหรับจัดวางสินค้าแล้ว การที่มีชั้นวางที่สวยงามก็ทำให้สินค้าดูโดดเด่นและน่าซื้อขึ้นมาได้  ซึ่งชั้นวางแต่ละรูปแบบนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าที่ขายและไอเดียของพ่อค้าแม่ค้าในการเลือกใช้นั่นเอง
หุ่นโชว์สินค้าต่างๆ
ไม่เพียงแต่หุ่นโชว์เสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังมีหุ่นโชว์รองเท้าหรือหุ่นโชว์เครื่องประดับ ที่ทำให้สินค้าดูน่าสนใจและทำให้ลูกค้าสามรถมองเห็นภาพได้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ สำหรับหุ่นโชว์เสื้อผ้าจะมีราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุ ขนาด รูปแบบ มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 400-2,500 บาท    หุ่นโชว์รองเท้ามีราคาโดยประมาณ 38 บาท

        สำหรับการค้าขายสินค้าต่างๆนั้น นอกไปจากการหาสินค้าและเลือกทำเลในการขายแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ในการขายหรือจัดตั้งร้านค้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าจะต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน  

โครงเหล็ก 

Skeletal

       โครงเหล็กจัดเป็นอุปกรณ์ในการจัดตั้งร้านที่มีความจำเป็นสำหรับการ ขายของตลาดนัด ที่พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยโครงเหล็กจะมีลักษณะเป็นโครงสี่เหลี่ยม มีขนาดให้เลือกตามความเหมาะสมของพื้นที่เช่า เป็นโครงที่สามารถถอดประกอบหรือปรับระดับความสูงต่ำได้ และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ราคาของโครงเหล็กนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของเหล็ก ขนาดของรูปทรง สามารถสั่งซื้อแบบสำเร็จรูปหรือสามารถสั่งทำเป็นพิเศษได้  มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท


เต้นท์ตลาดนัด 

tent

          สำหรับร้านที่ไม่ได้ใช้โครงเหล็ก เต้นท์ตลาดนัดก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ง่าย สามารถพับเก็บได้ มีราคาโดยประมาณตั้งแต่ 1,500- 3,500 บาทขึ้นอยู่กับขนาด 

 

 
เริ่มแรกย้อนกลับ1234ถัดไปสุดท้าย

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL

สินค้า Hot ล่าสุด

ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 150 cm แบบแผ่นชั้น
ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 150 cm แบบแผ่นชั้น
2,022.00 บาท
1,800.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 222.00 บาท



ชั้นวางสินค้า หน้าเดี่ยว ขนาด L x 90 x 120 cm แบบตะกร้า(หลังตะแก
ชั้นวางสินค้า หน้าเดี่ยว ขนาด L x 90 x 120 cm แบบตะกร้า(หลังตะแก
1,876.00 บาท
1,600.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 276.00 บาท



ชั้นวางสิ้นค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 150 cm (หลังตะแกรง)
ชั้นวางสิ้นค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 150 cm (หลังตะแกรง)
3,200.00 บาท



ชั้นวางสินค้า สองหน้า ขนาด T x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังเจาะ
ชั้นวางสินค้า สองหน้า ขนาด T x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังเจาะ
3,363.00 บาท
3,000.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 363.00 บาท



ชั้นวางสินค้า สองหน้า ขนาด T x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังตะแก
ชั้นวางสินค้า สองหน้า ขนาด T x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังตะแก
3,064.00 บาท
2,700.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 364.00 บาท



ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังเจ
ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 120 cm แบบแผ่นชั้น (หลังเจ
2,175.00 บาท
1,900.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 275.00 บาท



ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว รุ่นประหยัด 70x120 ซม.
ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว รุ่นประหยัด 70x120 ซม.
1,658.00 บาท
1,480.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 178.00 บาท



ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 180 cm แบบตะกร้า
ชั้นวางสินค้า หน้าเดียว ขนาด L x 90 x 180 cm แบบตะกร้า
2,423.00 บาท
2,100.00 บาท
ท่านประหยัดได้: 323.00 บาท



สถิติการใช้งานเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday228
mod_vvisit_counterYesterday395
mod_vvisit_counterThis week928
mod_vvisit_counterLast week2236
mod_vvisit_counterThis month6846
mod_vvisit_counterLast month9208
mod_vvisit_counterAll days995868

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 54.80.183.100
,
Today: 22 พ.ค. 2018